ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาครับ
posted on 21 Mar 2010 15:09 by crazyguyblog
ประเดิมเปิดบล้อกใหม่ของผมด้วยเรื่องและภาพการท่องเที่ยวที่พิเศษที่สุดในชีวิตผมตอนนี้ครับ
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เชื่อเลยว่าใครที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะมังงะ หรืออนิเมะ และชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือชอบอะไรที่มาจากญี่ปุ่น ล้วนต้องการที่จะมาเยือนถึงประเทศต้นกำเนิดนี้ซักครั้งหนึ่ง
การท่องเที่ยวครั้งนี้ ไปเป็นคณะทัวร์ท่องเที่ยวโดยรุ่งโรจน์ทัวร์ซึ่งปูนนกอินทรีจัดขึ้นเป็นรางวัลสมณาคุณสำหรับตัวแทนจำหน่ายซึ่งเป็นรางวัลตั๋วฟรีที่เดียวของคุณแม่ผม แต่แม่เห็นว่าผมอยากไปก็เลยเสียค่าใช้จ่ายให้ผมและน้องสาวผมไปด้วย ต้องขอบคุณท่านจริงๆ
ไปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ผมตั้งใจไปซึมซับบรรยากาศแห่งความเป็นญี่ปุ่นให้เต็มที่เลยครับ และนำกลับมาฝากพวกคุณกัน
ผมจะลงรูปภาพบรรยากาศฝีมือผมกับบรรยายเล็กๆน้อยๆไปพร้อมกันครับ
นั่งเครื่องบินลงสู่แผ่นดินญี่ปุ่นที่สนามบินนาริตะ วันที่ 10 มีนาคม เวลาราวๆบ่ายสี่โมง (เวลาที่ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าไทยสองชั่วโมง)
หลังจากเช็คอินผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยก็ออกมาจากสนามบินไปที่รถบัสทัวร์ที่คณะเตรียมไว้ให้ ซึ่งอากาศข้างนอกอุณหภูมิตอนนั้นอยู่ที่ราวๆ สิบกว่าองศา หนาวมากทีเดียวครับจนรู้สึกได้เลยว่าเรามาอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วแน่นอน
จากนั้นก็นั่งรถทัวร์ไปที่พักแรกก่อน เป็นโรงแรม Fujinoboukaen ซึ่งอยู่ไกล้บริเวณภูเขาไฟฟูจิ แต่ช่วงเวลานั้นมันเป็นเวลาค่ำซึ่งมืดจนไม่เห็นอะไรแล้ว จึงพักผ่อนกันก่อน
โรงแรม Fujinoboukaen เป็นโรงแรมที่มีห้องพักสไตล์เรียวกัง (ห้องเสื่อทาทามิที่มีที่นอนปู) ไม่ถึงกับเป็นเรียวกังจริงๆ เพราะด้านนอกก็เป็นตึกแบบโรงแรมทั่วไปแหละครับ อีกทั้งที่นี่อาจจะยังไม่ได้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นเต็มที่นัก เพราะคนไทยมาพักที่โรงแรมนี้เยอะและบ่อยซะจนมีข้อความประกาศของโรงแรมเป็นภาษาไทยให้เห็นตามจุดต่างๆด้วย
ที่ชั้น 3 ของโรงแรมมีโรงอาบน้ำสาธารณะด้วยครับ เป็นบ่อน้ำแร่ซึ่งเปิดให้ผู้ที่เข้ามาพักใช้ร่วมกัน
ครับ แน่นอนว่าต้องเปลือยเปล่าล่อนจ้อนเข้าไปอาบครับ ผมเองก็ลองเข้าไปใช้ดู แช่ร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ (คิดว่าน่าจะเป็นคนเกาหลีไม่ก็จีน) โดยเห็นกันและกัน และไม่เขินอายกัน
ฮ่าห์ น้ำแร่อุ่นสบายดีจัง
หลังจากพักผ่อนถึงเช้าวันต่อมา อากาศดีปลอดโปร่งดีมากครับ เมื่อสว่างก็เริ่มเห็นทุกสิ่งอย่างนอกโรงแรมที่จะเริ่มให้ความรู้สึกของดินแดนญี่ปุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะต้นสน หิมะ และ
ภูเขาไฟฟูจิ
ภาพถ่ายจากชั้น 9 ของโรงแรมครับ
ยังมีหิมะปกคลุมเยอะอยู่ เพราะยังอยู่ในฤดูหนาวครับ
บริเวณสวนของโรงแรมครับ ยังมีหิมะปกคลุมอยู่หนามากทีเดียว ต้นไม้ก็มีเพียงกิ่งก้าน ได้บรรยากาศดีครับ
จากนั้นก็ออกเดินทางจากโรงแรมไปยังสกีรีสอร์ทแห่งหนึ่งบริเวณภูเขาไฟฟูจิครับ (จำชื่อไม่ได้ครับ) ที่นี่มีเครื่องเล่นหิมะทั้งสกีและสโนว์บอร์ด แค่คณะท่องเที่ยวของผมเค้าให้เล่นแค่กระบะหิมะเท่านั้นเองครับ(พาหนะรูปทรงคล้ายกระบะนั่งได้พอดีคนเดียวผูกเชือกจับ เคลื่อนโดยการไหลตามทางลาดหิมะ) เล่นพอสนุกๆ เบาๆสำหรับผู้ที่เล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดไม่เป็น
เห็นคนที่นี่เล่นสโนว์บอร์ดแล้วเท่ห์เหลือหลาย อยากเล่นเป็นบ้างจัง
ถัดจากสกีรีสอร์ทก็แวะทานอาหารที่ร้านหนึ่งซึ่งเป็นอาหารแบบย่างกระทะด้วยหินภูเขาไฟ ไกล้ๆก็เป็นร้านสินค้าที่ผลิตจากหินลาวาภูเขาไฟ
เจ้าของร้านที่นี่อัธยาศัยมากๆครับ ขนาดขากลับออกรถเค้ายังออกมาโค้งและโบกมือลาไม่หยุดจนรถวิ่งออกจากร้านจนลับตาเลยครับ
หลังจากทานอาหารกลางวัน รถบัสคณะก็พาไปที่ทางขึ้นของภูเขาไฟฟูจิ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นถนนโกเต็มบะ (Gotemba)) ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาแต่วันนี้ดูเหมือนว่าที่นี้เค้าปิดเพียงแค่บริเวณไม่สูงนักเท่านั้น คณะทัวร์เลยปล่อยให้นักท่องเที่ยวหยุดลงชมวิวและถ่ายภาพตามอัธยาศัยในบริเวณนี้เท่านั้น
ภูเขาไฟฟูจิจากจุดที่ไกล้ขึ้น
บริเวณถนนทางขึ้นเขาสู่ภูเขาไฟฟูจิ ดูเหมือนว่าจะปิดถนนจำกัดไว้เพียงแค่นี้แฮะ
จบการชมวิวบริเวณทางขึ้นเขาของภูเขาไฟฟูจิแล้ว ก็ขึ้นรถทัวร์เดินทางกันต่อ
ผมก็นั่งรถชมวิวข้างทางในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ข้างทางที่รถทัวร์วิ่งผ่านไปก็มีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยทีเดียวด้วยสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ และบรรยากาศบ้านเรือนในท้องถิ่น
การนั่งรถทัวร์เดินทางไปที่ต่อไปคราวนี้ใช้เวลานานเอาเรื่องทีเดียวเลยครับ
เพราะต่อจากนี้คณะทัวร์กำลังจะไปสู่ที่ที่บรรยากาศแตกต่างกับที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือบรรยากาศตัวเมือง
เขตชินจูกุ
ตรงนี้คณะทัวร์ก็ปล่อยนักท่องเที่ยวจับกลุ่มแยกย้ายกันเดินเที่ยวซื้อของตามห้างร้านตามอัธยาศัยภายในเวลาก่อนนัดรวมกันทานอาหารมื้อเย็น
ผมก็เดินเที่ยวเอาบรรยากาศอย่างเดียวเลยครับ ห้างร้านก็เข้าไปดูบ้าง แต่ก็ไม่ซื้ออะไร (ในขณะที่คนอื่นๆในคณะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ล้วนเป็นแม่บ้านที่อยากจะช้อปปิ้ง)
คนญี่ปุ่นในตัวเมืองนี่จะว่ายังไงดี แบบว่าพวกเค้าแฟชั่นมากๆ การแต่งตัว อิจเมจของพวกเค้าล้วนมีสไตล์กันแทบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่ไปจนถึงกระทั่งคนแก่ที่ยังทำงานอยู่บางคนผมว่าเค้ามีลุคที่ดูดีมากๆ ควบคู่กับบรรยากาศซีเรียสจริงจังกับการงานและชีวิตทีเดียว
แล้วก็ บ้านเมืองเค้ามีระเบียบดีนะ ชอบตอนข้ามถนนจัง ใช้รถน้อยๆ เดินกันเยอะๆนี่แหละดี
มาเที่ยวที่ญี่ปุ่นนี่ ภาษาเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะว่าผมแทบจะไม่รู้เลย และสื่อสารหรือฟังอะไรจากคนญี่ปุ่นไม่ออก ตอนเข้าเซเว่นที่ชินจูกุผมหยิบซันเดย์ (นิตรสารการ์ตูนรายสัปดาห์)ขึ้นมาเปิดอ่านในร้านก็ถูกพนักงานเข้ามาเตือนเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมฟังไม่ออก แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเค้าเตือนว่ามันผิดเพราะเค้าทำสัญลักษณ์มือพร้อมกันด้วย (ที่เป็นแขนข้างหนึ่งตั้งกับข้างหนึ่งนอนแล้วปลายนิ้วของแขนที่ตั้งชนกับฝ่ามือของแขนที่นอน)
ผมก็พยายามพูดขอโทษอย่างคำว่า โกเมนนาไซ ก็ดันพูดไม่ออก เพราะกลัวพูดผิด
นอกจากตอนนี้ก็ยังมี หลายทีที่พนักงานคนญี่ปุ่นประกาศ หรือเข้ามาชวนคุยอีกเยอะเลยครับ จนทำให้ผมรู้สึกอยากรู้เรียนภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาเลยอ่ะ
ตามตึกต่างๆของตัวเมืองอย่างน้อยจะต้องมีร้านปาจิงโกะซึ่งร้านนึงจะใหญ่และมีตู้ปาจิงโกะเยอะมากๆ เดินผ่านแต่ละครั้งจะยินเสียงลูกบอลเหล็กดังระงมแคร่กๆๆๆออกมาจากร้านกันเลยทีเดียว อีกเครื่องเล่นนึงที่เจอเยอะพอๆกันเลยก็คือตู้สล้อตแมชชีน ซึ่งมีจอเล็กเหนือช่องสล๊อตฉายอนิเมะระหว่างการเล่นไปด้วย มีทั้งเรื่องเอวาเกเลี่ยน ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ ไปจนถึงไรเดอร์ต่างๆและอื่นๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีความหมายต่อการเล่นตู้สล้อตยังไง
อ้อ แล้วก็มีเกมแทงม้าด้วยแน่ะครับ เป็นโต้ะแผงใหญ่ที่จำลองสนามแข่งมีโมเดลม้าแข่งวิ่งบนสนาม และมีจอทีวีฉายภาพวิดีโอจำลองการแข่งด้วย
ตู้เครื่องเกมArcade ก็พบได้ตามตึกเกมสเตชั่นและบางชั้นของห้าง ในค่าเล่น 100 เยนต่อหนึ่งตา (หรือสองตาในบางตู้)มีหลากหลายเกมตั้งแต่ StreetFighter4,Tekken6,Blazblue,Beatmania,Taiko No Tatsujin และอื่นๆที่เราต่างก็รู้จักและไม่รู้จัก ไปจนถึงตู้เกมยุคที่เก่ากว่านั้น แน่นอนผมเองก็ใช้โอกาสนี้ลองเล่นถึงถิ่นดูเลยกับเกม StreetFighter4,Tekken6 บางตาเจอคนญี่ปุ่นมาหยอดเหรียญท้า(ตู้ของฝ่ายตรงข้ามจะหันชนกัน) เค้าอัดผมยับแบบเลี้ยงไม่โตกันเลยทีเดียวครับ เก่งมากๆ
และเกมที่ผมอยากเล่นถึงที่แล้วก็ได้เล่นสมใจก็คือ Blazblue ครับ แต่เล่นไม่จบ (V-13 โหดหลายๆ)
อีกอย่างนึงที่มีเยอะมากๆในบริเวณเกมสเตชั่นก็เครื่องเกมคีบตุ๊กตาหรือง่ายๆหน่อยก็ UFO Catcher ครับ
เดี๋ยวนี้บางตู้ก็มีตัวให้คีบเป็นกล่องฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนด้วย ที่เจอก็มีตั้งแต่ฟิกเกอร์วันพีช,อายานามิ เรย์(เอวาเกเลี่ยน)แม้กระทั่ง Hatsune Miku แห่ง vocaloid ก็มีครับ
ปิดท้ายชินจูกุนี้ด้วยอาหารมื้อเย็นเป็นชาบูชาบูครับ
หลังอาหารมื้อเย็นทัวร์ก็ไปพักที่โรงแรม โรงแรมที่พักคราวนี้ก็คือโรงแรม Sunshine Prince Hotel ที่อยู่ในอิเคบุคุโระครับ
จากการถามไกด์เรื่องหนังสือ ผมก็ได้เดินไปที่ๆนึงที่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่ซึ่งผมมารู้ที่หลังว่ามันคือ Otome Road
(http://en.wikipedia.org/wiki/Otome_Road) เป็นสถานที่ตามรูปภาพในหน้าวิกิฯนี้เป๊ะๆเลยแหละครับ (ผมไม่ได้ถ่ายรูปเพราะไม่ได้เอากล้องออกมาด้วย - -" โทษทีฮะ)
แหล่งขายสินค้าประเภทอนิเมะ มังงะ โดจินชิ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าสาวๆ
ที่นี่มีร้านหลายร้านครับ ที่เจอก็มี K-books 3-4 ร้าน ด้านในของแต่ละร้าน K-Books ก็มีสินค้าประเภทนิตรสาร,พ๊อกเก็ตบุ๊คเยอะแยะมากมายครับ มีทั้งเรื่องที่เรารู้จักและเรื่องที่เราไม่รู้จักเลยก็มีเยอะแยะมากมายครับ แถมยังมีแนว 18+ แบบทั้งหน้าปกแรงๆหรือไม่แรงก็มีเยอะมากๆๆในมุมนึงด้วย
และกว่าค่อนของร้าน จะเป็นงานประเภท Yaoi ทั้งมังงะและโดจินชิ ตามที่แถบนี้เค้าเน้นกันแหละครับ
แต่ที่ผมกวาดมาก็มีแต่นิตยสารพวกโชเน็น ซันเดย์,จัมพ์ และอื่นๆที่ไม่เคยเห็น แล้วก็ Artbook มากมายเท่านั้นแหละครับ
และที่ใหญ่ที่สุดก็ตึก Animate
( http://en.wikipedia.org/wiki/Animate )
ร้าน Animate ที่นี่มีถึงแปดชั้นที่ขายสินค้าต่างๆ ไล่ตั้งแต่นิตรสารมังงะ,พ๊อคเก็ตบุ้ค,ไลท์โนเวล,อนิเมะ DVD,CD,Character Song,OP-ED single หรือเพลงอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอนิเมะ และอุปกรณ์วาดเขียนมังงะ,โดจิน และอื่นๆอีกเยอะแยะครับ
แต่ผมซื้อแค่สกรีนโทนไปอย่างเดียวเอง เพราะร้านเค้าจะปิดแล้ว (ปิดสองทุ่มครึ่ง) เดินเที่ยวดูเพลินไปหน่อย ตอนจ่ายเงินถูกพนักงานชวนคุยนิดหน่อยด้วย เค้าถามไรมาผมฟังไม่ออกเลยครับได้แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษบอกเค้าไปว่าเป็นคนไทย ฟังพูดญี่ปุ่นไม่ได้ เค้าก็อ้อๆไปอ่ะครับ อายจัง
หลังจากพักผ่อนที่โรงแรม วันต่อมาก็ไปที่โตเกียวทาวเวอร์ครับ
look down window ครับ เป็นแผ่นกระจกหน้าต่างตั้งอยู่ที่พื้นให้คนยืนและมองลงไปด้านล่าง เสียวดี
เมืองโตเกียวจากมุมสูงบนโตเกียวทาวเวอร์
ลงจากโตเกียวทาวเวอร์ ก็เดินทางไปกันต่อครับ
ถนนอาซาคุสะ
ที่บริเวณประตูหน้าตามที่เห็นในรูปนี้มีนักลากรถโบราณรับจ้างพาชมเมืองหลายคนยืนเรียกลูกค้าด้วย ขณะที่ผมถ่ายรูปหน้าประตูนั่นเองก็มีนักลากรถโบราณที่ยืนเรียกลูกค้าแถวนั้นทักทายกับผมเป็นภาษาญี่ปุ่น"คอนนิจิวะ (สวัสดีตอนบ่าย)" ผมก็คอนนิจิวะตอบ จากนั้นดูเหมือนว่าเค้าพูดเชิญชวนให้ใช้บริการเค้าหรืออาจจะชวนคุยอะไรซักอย่างซึ่งผมก็ฟังไม่รู้เรื่องตามเคย ได้แต่พูดภาษาอังกฤษบอกเค้าไปว่าเป็นคนไทย ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกเหมือนเดิม แต่เค้าอัธยาศัยดีมากเลยนะครับ เค้าก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษคุยโต้ตอบกับผมแม้จะลำบากนิดแต่ก็พอรู้เรื่องจนผมใจชื้นขึ้นมามากทีเดียว
หลังจากเข้าไปไหว้พระขอพรในวัดเสร็จเรียบร้อยก็ไปเดินเที่ยวตามสบายก่อนเวลานัดครับ
ถนน Nakamise-dōri ที่มีร้านค้าเรียงรายทั้งสองข้างทางตั้งแต่จากประตูจนถึงวิหาร
เด็กอนุบาลที่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษพามาที่วัดเพื่อแบ่งกลุ่มกันเข้าไปพูดคุยกับฝรั่งเพื่อเป็นการฝึกฝนเรียนรู้ มีสี่คนต่อหนึ่งกลุ่ม แบ่งกันเป็นหลายกลุ่มกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัด น่ารักมากเลยครับ
โคมไฟที่กำลังจัดขึ้นสำหรับเทศกาล บริเวณหน้าประตู Hōzōmon
สาวๆนักเรียนญี่ปุ่นที่มาทัศนศึกษาครับ
ที่นี่จะเริ่มเห็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่นมากันเยอะมากครับ เครื่องแบบหลากหลายแบบที่เคยเห็นจากการ์ตูนหลายๆเรื่องก็มีผ่านมาให้เห็นหมดเลยทุกแบบครับ
เดิยเที่ยวจนถึงเวลานัดก็ไปรวมตัวกันกินอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นอาหารแบบทั่วไปครับ (ข้าว ปลาเค็ม ปลาดิบ เทปุระ ซุปมิโสะ ฯลฯ)
ต่อจากมื้อกลางวันก็ไปพิพิธภัณฑ์เอโดะโตเกียว พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคเอโดะจนถึงโชวะ
ภาพพิมพ์แบบ Ukiyo-e
หนังสือนิยายญี่ปุ่น
ถัดจากพิพิธภัณฑ์เอโดะโตเกียว ก็ไปที่โอไดบะในช่วงเย็น Palette Town
Daikanransha เสียดายจังฟ้าไม่โปร่ง
พอดีวันนี้ดูเหมือนจะมีคอนเสิร์ทซะด้วย ผมไม่รู้ว่ามีวงอะไรมาแสดงแต่คนที่มาดูล้วนเป็นผู้หญิง และหลายคนแต่งตัวแหวกแนวมากๆ(เรียกนี้ว่าคอสด้วยจะถูกไหมนะ) มีทั้งโหดๆแล้วก็น่ารักๆ
สองคนในรูปนี้เค้าอนุญาติให้ผมถ่ายภาพเค้าได้ครับ เท่+น่ารักดีครับ
ผมเข้าไปพูดกับเค้าด้วยภาษาอังกฤษแต่ดูเหมือนว่าเค้าจะฟังไม่ออก แต่เค้าเข้าใจจากท่าทางประกอบการพูดของผมเท่านั้นเอง
(อ่ะนะ ภาษาอังกฤษของผมก็ห่วยแหล่ะ - - ")
บางรายเค้าก็ปฏิเสธไม่ให้ถ่าย แล้วก็มีอยู่กลุ่มนึงสามคนผมดันไปถ่ายเค้าโดยไม่ได้ขอ ซึ่งดูเหมือนว่าเค้าจะสังเกตุเห็นซะด้วย ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทกับเค้ามากเลยก็เลยพยายามเข้าไปขอเค้าถ่ายตรงๆ สองคนแรกปฏิเสธก่อนเลย ดูเหมือนว่าเค้าไม่รู้จะพูดกับผมยังไงก็เลยพูดขอโทษพร้อมกับทำแขนไขว้ไว้เป็นกากบาท แปลว่าไม่ได้นั่นเอง พอสองคนแรกถอย คนที่เหลือก็ร้อง เอ๋~~~~ แล้วก็ทำหน้าเหวอๆ ก่อนจะถอยและปฏิเสธเหมือนกับสองคนแรก ดูท่าทางเหมือนพวกเค้ากลัวๆ ผมรู้สึกผิดและอายเค้ามากเลยซะจนพูดบอกไม่เป็นไรและขอโทษเค้าเป็นภาษาทั้งอังกฤษ ไทย ญี่ปุ่นปนกันมั่วไปหมด น่าอายจัง
ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่าพวกเค้ากลัวว่าจะฟังผมไม่รู้เรื่องอ่ะนะ และก็คงไม่อยากให้คนต่างชาติอย่างผมเข้าไปยุ่งแหละ เค้าคงไม่ไว้ใจแหละ รู้สึกผิดมากๆเลยผม
อา ชักอยากได้วุ้นแปลภาษาซะแล้วสิ
ออกจากโอไดบะขากลับรถทัวร์ก็พาคณะนักท่องเที่ยวผ่านพระราชวังอิมพีเรียลที่ยังเข้าไปไม่ได้ก่อนจะกลับไปที่โรงแรมเพื่อพักผ่อนคืนสุดท้าย
วันสุดท้าย ศาลเจ้าเมจิ
เย็นสงบร่มรื่นดีครับ พอไหว้ศาลเจ้าขอพรเสร็จก็เดินดูรอบๆ
โชคดีดูเหมือนว่าวันนี้จะมีงานแต่งงานแบบประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่นพอดี
บางทีจะได้เห็นเด็กสาวชาวญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโนเดินมาที่นี่ด้วย (จริงๆในตัวเมืองก็เห็นนะ)
ดูเหมือนว่าเค้าจะภูมิใจในเอกลักษณ์ประจำชาติเค้ามากเลย และมันก็ดูน่ารักมากๆ
ถังบ่มเหล้าสาเกเรียงรายแสดงที่ทางเดินก่อนถึงตัวศาลเจ้า
ถัดจากศาลเจ้าเมจิก็ไปที่ที่อยู่ติดๆกันเลยครับ
สถานที่แห่งสุดท้ายที่มาเยือน ฮาราจูกุ
จากตรงนี้กล้องไม่ได้อยู่กับผมเลยไม่ได้ถ่ายอะไรแล้วครับ ฮาราจูกุนี่เป็นถนนที่ย่านร้านขายของแฟชั่นทั้งเสื้อผ้ารองเท้ากระเป๋า มีหลายสไตล์ทั้งร๊อค,วิช่วล,พังค์,ฮิปฮอป,แล้วก็ Lolita ต่างๆครับ
มีคนนิโกรผิวดำขายของอยู่ด้วยหลายคนแน่ะครับที่นี่ และคนที่มาเดินถนนสายนี้มีอยู่เยอะมากๆ ซะจนเกือบแน่นกันเลยละฮะ
แน่นอนว่ามาที่นี่ผมก็อยากจะเห็นคนแต่งชุดโลลิต้าต่างๆ ที่มาเดินที่นี่ ซึ่งผมก็เจอจริงๆ แม้อาจจะน้อยกว่าที่คิดอาจเพราะเป็นตอนเช้า แต่ก็เยอะพอสมควรแล้วล่ะครับ เห็นตั้งแต่ Classic Lolita,Aristocrat,Gothic Lolita,Punk Lolita น่ารักๆเยอะแยะครับ (หรือแม้ไม่ Lolita ก็มีน่ารักเยอะครับ) จะโดดเด่นที่สุดก็ สี่สาว Sweet Lolita แท้ๆที่ชุดน่ารักมากๆ แต่หน้าตาคนแต่งอาจจะไม่ค่อยสวยน่ารักเท่าไหร่(ฮา) เห็นแล้วนึกนึกสี่สาวโลลิต้าใน "หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว(Yamato Nadeshiko Shichi Henge)" ครับ แบบนั้นเด้ะๆเลยฮะ
ถึงคนอื่นๆจะมาเพื่อซื้อของ แต่ผมขอแค่เดินเข้าๆออกๆทั้งสองฟากถนนเพื่อดูชีวิตคนญี่ปุ่นที่นี่ก็อิ่มแล้วครับ
เดินจนถึงเวลาอันสมควร ก็รวมตัวกันขึ้นรถทัวร์เพื่อกลับ
คณะทัวร์พาไปเดินห้างนิดหน่อยๆตบท้าย แล้วก็ไปทีสนามบินนาริตะ
ซื้อตั๋วและก็เช๊คสัมภาระเรียบร้อย
แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับโดยสวัสดิภาพ
มาเที่ยวประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ สำหรับคนที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างผมก็ได้รับสิ่งที่ผมต้องการจะมาสัมผัสไปไม่น้อยทีเดียว
แม้อาจจะไม่เต็มที่เพราะมาเป็นคณะทัวร์ หรือเพราะภาษา
แต่ก็ประทับใจมากๆแล้วครับ
แล้วผมจะไปอีกให้ได้เลยซักวัน
ใครมีประสบการณ์หรือเรื่องราวดีๆจากการไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นๆ ที่ประทับใจก็ลองมาคุยแบ่งปันกันนะครับ
ยังไงก็ขออภัยที่โหลดโหดไปหน่อยนะฮะ
ขอบคุณที่อ่านครับผม ^^"






















